VemoZyme® F NTP คือไฟเตสที่มีคุณสมบัติทนความร้อนสูงได้โดยธรรมชาติ มีเอนไซม์ไฟเตสไม่น้อยกว่า 5,000 ยูนิตต่อกรัม (สำหรับ VemoZyme® F 5000 NTP) และไม่น้อยกว่า 10,000 ยูนิตต่อกรัม (สำหรับ VemoZyme® F 10000 NTP) ไฟเตส 1 ยูนิตทำงานสอดคล้องกับขบวนการผลิตเอนไซม์ จะปล่อยฟอสเฟตอนินทรีย์ในปริมาณ 1 ไมโครโมลจากโซเดียมไฟเตสต่อนาที ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียสและ pH 5.0

 

ลักษณะการทำงานของเอนไซม์

VemoZyme® F NTP แสดงให้เห็นถึงการทำงานของเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพอย่างมากในค่า pH ที่กว้างตั้งแต่ 2.0-6.0  ผลิตภัณฑ์นี้ยังคงทนต่อความร้อน, คงประสิทธิภาพเดิมในระหว่างการจัดเก็บ,การฮอโมจิไนทซ์และการทำให้แตกตัว (ดูตาราง 1)

ตารางที่ 1 การทำงานของเอนไซม์ VemoZyme® F NTP ภายใต้อุณหภูมิและความชื้นที่แตกต่างกัน

VemoZyme® F NTP เป็นเอมไซน์ไฟเตสทนความร้อนรุ่นใหม่โดยธรรมชาติ ซึ่งนี่จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อการเคลือบไฟเตสที่ทนความร้อน  เป็นความจริงที่รู้กันดีว่าการเพิ่มการเคลือบของผลิตภัณฑ์ไฟเตสร้อน ลดประสิทธิภาพการทำงานของลำไส้เพราะมันจะไปขยายระยะเวลาการย่อยสลาย  ซึ่งเป็นลดการประโยชน์และลดประสิทธิภาพของเอนไซม์ ดังนั้น เวลาการสลายตัวที่เหมาะสมจึงเป็นลักษณะที่จำเป็นสำหรับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของไฟเตส และวิธีที่ดีที่สุดคือการผสมไฟเตสทนความร้อนแบบธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้การทำงานของลำไส้ดำเนินต่อไปอย่างปกติโดยไม่มีผลกระทบข้างเคียงที่เกิดจากการสารที่เคลือบ

VemoZyme® F NTP ทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุดในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดและค่อนข้างจะทนทานต่อเอนไซม์ย่อยอาหาร เอนไซม์ย่อยโปรตีนและเอนไซม์ย่อยอาหารในตับอ่อน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเอนไซม์ไฟเตสตัวนี้จึงถูกส่งผ่านไปในระบบทางเดินอาหารและยังทำงานได้ดีกว่าโดยไม่ถูกย่อยสลายเมื่อเทียบกับไฟเตสตัวอื่น

VemoZyme® F NTP กราฟแสดงการทำงานของเอนไซม์ไฟเตสที่เหลือเมื่อผ่านแต่ละช่วงในระบบทางเดินอาหารของไก่ กราฟแสดงปริมาณเอนไซม์ที่เหลือเมื่อผ่านการย่อยสลายโดยเอนไซม์ย่อยโปรตีนและเอนไซม์ในตับอ่อน


ประมาณ 60-85 % ของจำนวนฟอสฟอรัสในธัญพืช พืชและถั่ว ไม่สามารถดูดซึมในสัตว์เคี้ยวเอื้องเพราะว่ามันจะอยู่ในรูปแบบของฟอสฟอรัสไฟเตส

กลุ่มฟอสฟอรัสในกรดไฟติคแสดงค่าการดึงดูดอิเลกตรอนและค่าความแข็งแรง ในการรวมกลุ่มกันที่จะได้รับกับสารบางตัวของไอออนบวก เช่น Ca2+, Mg2+, Zn2+, Cu2+, Mn2+ , Fe2+ , K+ เป็นต้น จึงส่งผลต่อการดูดซึม และรวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์ของแร่ธาตุเหล่านี้ในปศุสัตว์และสัตว์ปีก

กลุ่มฟอสฟอรัสในกรดไฟติกสามารถรวมกับกลุ่มไอออนบวกกับโปรตีน กรดอะมิโน, แป้งและไขมันในอาหาร และยังช่วยลดความสามารถในการละลายของพวกมัน ดังนั้นจึงมีอิทธิพลต่อการย่อยได้ของสารอาหารทางโภชนาการเหล่านี้ในปศุสัตว์และสัตว์ปีก

กลุ่มฟอสฟอรัสในกรดไฟติกสามารถรวมกับกลุ่มไอออนบวกกับโปรตีน กรดอะมิโน, แป้งและไขมันในอาหาร และยังช่วยลดความสามารถในการละลายของพวกมัน ดังนั้นจึงช่วยเรื่องการย่อยของสารอาหารทางโภชนาการเหล่านี้ในปศุสัตว์และสัตว์ปีก

ไฟเตส เป็นปัจจัยสำคัญที่ต่อการต้านสารอาหารทางโภชนาการที่สำคัญของสัตว์ประเภทกระเพาะเดี่ยว มันสามารถลดอัตราการใช้ประโยชน์ของฟอสฟอรัสและสารอื่นๆในอาหารสัตว์

การใช้ประโยชน์ของฟอสฟอรัสจากไฟเตสสามารถทำได้ด้วยการเพิ่มเอนไซม์ไฟเตสลงไปเสริม เพราะสัตว์ไม่สามารถผลิตเอนไซม์ชนิดนี้ด้วยตัวของมันเองได้ การทำงานของไฟเตสเป็นวิธีการที่รู้จักกันดี ทั้งวิธีการย่อยสลายของไฟเตสที่มีความซับซ้อน รวมถึงการใช้ฟอสฟอรัสไฟเตสจากพืชเช่นกัน

 

การทำงานทางด้านชีวภาพ


การใช้ไฟเตสมีประโยชน์ในด้านทางชีวภาพ เศรษฐกิจ และระบบนิเวศที่ดีมาก
♦ เพิ่มอัตราการใช้ฟอสฟอรัสไฟเตส ของอาหาร 40% ~ 60 %
♦ เพิ่มอัตราการใช้แคลเซียม สังกะสี, ทองแดง, แมกนีเซียมและแร่ธาตุอื่น ๆ
♦ เพิ่มอัตราการใช้ของโปรตีน กรดอะมิโน แป้งและไขมันในอาหาร
♦ ลดอัตราการเพิ่มขึ้นของฟอสฟอรัสนินทรีย์ในอาหารสัตว์ ประมาณ 6-8 กิโลกรัมต่ออาหารสัตว์ 1ตัน
♦ ลดฟอสฟอรัสในมูลสัตว์และลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม

 

ปริมาณการใช้


VemoZyme® F 5000 NTP
ใช้ 100-150 กรัมต่ออาหารสัตว์ 1 ตัน สำหรับสุกรและสัตว์ปีก (500-750 U / กก.)
และใช้ 60-90 กรัมต่ออาหารสัตว์ 1 ตัน ลงในอาหารของไก่ไข่ ( 300-450 U / กก. )

VemoZyme® F 10000 NTP
ใช้ 50-75 กรัมต่ออาหารสัตว์ 1 ตัน สำหรับสุกรและสัตว์ปีก (500-750 U / กก.)
และใช้ 30-45 กรัมต่ออาหารสัตว์ 1 ตัน ลงในอาหารของไก่ไข่ ( 300-450 U / กก. )

การจัดเก็บ ควรอยู่สถานที่แห้งและเย็น ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 ° С และเก็บให้ห่างจากแสงแดดโดยตรง

 

ตารางประสิทธิภาพ

สามารถดึงฟอสฟอรัสมาใช้งานได้มากขึ้นและใช้ประโยชน์จากสารอาหารอื่นๆในอาหารได้มากขึ้น VemoZyme® F NTP ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและในเวลาเดียวกันจะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วย

Read the following articles for more detailed information about VemoZyme® F NTP Thermostability and Activity